ปางที่ ๑๖
ปางประสานบาตร

 

ลักษณะของพระพุทธรูปปางนี้

อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายประคองบาตรซึ่งวางอยู่บนพระเพลา
ยกฝ่าพระหัตถ์ขวาขึ้นวางปิดปากบาตร เป็นกิริยาทรงอธิษฐานประสานบาตร

พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนาน ดังนี้

สมัยนั้น พานิชสองคน ชื่อ ตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑ พ่อค้าเกวียนพาเกวียนสินค้าเป็นอันมากเดินทางไกล
มาจากอุกกละชนบท ผ่านมาในไพรสณฑ์ เข้าตำบลอุรุเวลา เสนานิคมประเทศ
เขตที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ขณะนั้นเทพดาซึ่งเป็นญาติสาโลหิตของพานิชทั้งสองแต่กาลก่อน
ปรารถนาจะสงเคราะห์พานิชทั้งสอง จึงบันดาลด้วยเทวานุภาพให้เกวียนทั้งหมดหยุดนิ่งเหมือนถูก
ตรึงล้อเกวียนไว้กับพื้นพสุธา

ตปุสสะ ภัลลิกะ ตกใจ แม้จะพยายามแก้ไข ให้เฆี่ยนตีวัวทั้งเข้าช่วยผลักดันล้อเกวียนก็ไม่เป็นผล
เกวียนทุกเล่มคงหยุดนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีท่าทีว่าจะไปได้อีก พานิชจึงทำพิธีพลีกรรมบวงสรวง
เทพดาเจ้าเขาเจ้าป่า ขอให้ตนได้พาเกวียนสินค้าเคลื่อนจากที่นี้ ไปยังที่ซึ่งตนปรารถนาด้วยเถิด

เทพเจ้าองค์นั้นจึงสำแดงกายให้ปรากฏ แล้วยกมือชื้อบอกแก่พานิชทั้งสองว่า ดูกรท่านผู้นฤทุกข์
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะนี้เสด็จประทับอยู่ในร่มไม้ราชายตะพฤกษ์นั้น
นับว่าเป็นโชคลาภอันดีของท่านทั้งสอง ดังนั้นท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ
ทำอภิวาทด้วยคารวะแล้วน้อมเอาข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนเข้าถวายพระองค์เถิด ผลทานครั้งนี้
จะล้ำเลิศ อำนวยประโยชน์สุขแก่ท่านสิ้นกาลนาน แล้วเทพเจ้าก็อันตรธานมิได้ปรากฏอีกสืบไป

ตปุสสะ ภัลลิกะ ก็บังเกิดพิศวงด้วยได้เห็นองค์เทพดา และได้ทราบข่าวดีอีกด้วยว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็มีความโสมนัสยินดี ครั้นเหลียวดูข้างโน้นข้างนี้
ซึ่งเทพดาชี้บอก ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ ร่มไม้เกต ประกอบด้วมหาบุรุษลักษณะ
รุ่งเรืองด้วยพระรัศมีงามโอภาสเป็นที่อัศจรรย์ ก็ยิ่งมีความปรีดาปราโมทย์เปล่งวาจาว่า
เป็นลาภอันประเสริฐของเรา พลางนำเอาสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทแล้วนั่งลงกราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอานุเคราะห์
รับบิณฑบาตรทานของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนานเทอญ

ความจริงนับแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้มา ในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้ายังไม่เคยรับบิณฑบาตทาน
ของผู้ใดเลย เมื่อเช้าวันที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ ก็ทรงรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา เป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนแต่ตรัสรู้ ทั้งในเวลารับเล่า ก็ทรงรับด้วยพระหัตถ์ เพราะไม่มีบาตร ด้วยบาตรอันฆฏิการมหาพรหม
ถวายในวันเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ได้อันตรธานไปเสียแล้ว ดังนั้นเมื่อตปุสสะ ภัลลิกะ พานิชทั้งสอง
มาขอถวายสัตตุผง สัตตุก้อน จึงทรงปริวิตกว่า บาตรของเราไม่มี พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน
ทรงรับบิณฑบาตรด้วยพระหัตถ์มีบ้างหรือ? และบัดนี้เราควรจะรับสัตตุผง สัตตุก้อน หรือไม่หนอ?

ในกาลนั้นท้าวจตุโลกบาลทั้ง ทราบในพระพุทธอัธยาศัย ก็นำบาตรเสลมัยทำด้วยศิลา มีสีดังถั่วเขียว
คล้ายหยก มาแต่ทิศๆละองค์ องค์ละ ลูก น้อมถวายพระผู้มีพระภาคและกราบทูลให้ทรงรับสัตตุผง
สัตตุก้อนด้วยบาตรทิพย์ทั้ง พระผู้มีพระภาคก็ทรงรับบาตรทั้ง
เพื่อรักษาศัทธาปสาทะของท้าวจตุโลกบาล แล้วทรงอธิษฐานประสานบาตรทั้ง ลูก เข้าเป็นลูกเดียว

ข้อนี้เป็นเยี่ยงอย่างอันดีสำหรับบพระสงฆ์สาวกตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ ที่พระทุกรูปจะต้องมีบาตรเพียง
ลูกเดียว จะมีมากกว่า ลูก ไม่ได้ เป็นหลักในการปฏิบัติบัติตนเป็นบรรพชิต ซึ่งควรจะสันโดษ มักน้อย
ไม่ฟุ่มเฟือย ควรจะมีเฉพาะแต่สิ่งที่จำเป็นตามสมณวิสัย .

พระพุทธจริยาที่ทรงประสานบาตรนี้
เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกปางหนึ่ง เรียกว่า "ปางประสานบาตร"

 

จบตำนานพระพุทธรูป ปางประสานบาตร แต่เพียงนี้ .